นม. 18 ปราสาทเมืองแขก

สถานที่ตั้ง:

บ้านกกกอก ตำบลโคราช อำเภอสูงเนิน พิกัด 804824E 1650735N ระวาง 5338I

ประเภทแหล่ง: วัฒนธรรม

ลักษณะแหล่ง:

            เป็นปราสาทขอมที่มีขนาดใหญ่อีกแห่งหนึ่งของนครราชสีมา ก่อด้วยหินทรายและอิฐ สภาพปัจจุบันเหลือเพียงซากฐานอาคาร เป็นโบราณสถานที่ขึ้นทะเบียนตามพระราชบัญญัติโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 และประกาศราชกิจจานุเบกษา โดยกรมศิลปากร 27 กันยายน 2479 เล่ม 69 แผนผังตัวปราสาทเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า หันหน้าไปทางทิศเหนือ สิ่งก่อสร้างสำคัญ ได้แก่ ปราสาทประธาน บรรณาลัย 2 หลัง ระเบียงคด ซุ้มประตูหรือโคปุระ กำแพงแก้ว สระน้ำ ตัวปราสาทแบ่งออกเป็นส่วนต่าง ๆ ด้านนอกเป็นแนวคูน้ำขนานกับแนวคันดินเกือบรอบโบราณสถานทางด้านเหนือมีประตูหรือโคปุระ เป็นทางเดินเชื่อมไปยังด้านใน มีซากฐานปราสาทสามองค์ตั้งอยู่บนฐานเดียวกันโดยหันหน้าไปทางทิศเหนือ พ้นจากแนวคูน้ำคันดินออกไปนอกสุด มีซากอาคารสองหลังสร้างหันหน้าเข้าหากัน อาคารทั้งสองหลังนี้มีแนวกำแพงล้อมรอบ จากการศึกษาและขุดค้นขุดแต่งเมื่อ พ.ศ.2502 และ พ.ศ.2533 – 2534 ของกรมศิลปากรที่หลักฐานสำคัญ เช่น ศิวลึงค์ ฐานศิวลึงค์ หน้าบันสลักภาพอุมามเหศวร ทับหลังภาพพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ ทับหลังรูปพระนารายณ์บรรทมสินธุ์ ทับหลังรูปเทวดาประทับนั่งในซุ้มเหนือหน้ากาล ประติมากรรมโคนนทิ และจารึก 3 หลัก (จารึกปราสาทเมืองแขก 1, 2 และ 3 พบจากการขุดค้นบริเวณโคปุระชั้นนอก อักษรขอม ภาษาเขมร ปัจจุบันเก็บรักษาอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ มหาวีรวงศ์) ทำให้สันนิษฐานได้ว่าโบราณศาสนสถานหลังนี้สร้างขึ้นเนื่องในศาสนาพราหมณ์ลัทธิไศวนิกาย อายุราวปลายพุทธศตวรรษที่ 15 ถึงต้นพุทธศตวรรษที่ 16 รูปแบบศิลปะเกาะแกร์ – แปรรูป ในศิลปะเขมร ส่วนจารึกระบุศักราช 896 ตรงกับ พ.ศ.1517 (ทนงศักดิ์ เลิศพิพัฒน์วรกุล, 2559) ใน พ.ศ.2533 กรมศิลปากรได้ทำการขุดแต่งพบโบราณวัตถุหลายชิ้น ที่สำคัญ คือ ทับหลังรูปเทวดานั่งในซุ้มเหนือหน้ากาล มีสถาปัตยกรรมแบบเกาะแกร์ในศิลปะขอม ซึ่งเป็นยุคสมัยเดียวกับปราสาทโนนกู่ซึ่งตั้งอยู่ห่างกันประมาณ 500 เมตร ในบริเวณที่ตั้งปราสาทเมืองแขกนี้มีการจัดงานประเพณีกินเข่าค่ำ ของดีเมืองสูงเนิน โดยมีการแสดงในชุดศรีจนาศะปุระ ประมาณเดือนมีนาคมของทุกปี เป็นงานสำคัญของจังหวัดนครราชสีมาจัดขึ้นโดยความร่วมมือกันของทุกภาคส่วนในจังหวัดนครราชสีมา ทั้งภาครัฐและเอกชน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อประชาสัมพันธ์ถึงรากฐานประวัติศาสตร์ของแหล่งวัฒนธรรมที่สำคัญของพื้นที่แถบนี้ในอดีต และเพื่อกระตุ้นเตือนให้เกิดการอนุรักษ์บำรุงรักษาศิลปวัฒนธรรมโบราณสถานอันเก่าแก่และประเพณีอันดีงามของท้องถิ่นให้คงอยู่ และเพื่อส่งเสริมการค้าขายและประชาสัมพันธ์ผลิตผลทางการเกษตรและผลิตภัณฑ์ทางด้านอุตสาหกรรมที่มีชื่อเสียงในพื้นที่อำเภอสูงเนินอีกด้วย

           ในบริเวณใกล้กันนั้นยังมีปราสาทโนนกู่ และปราสาทเมืองเก่า ซึ่งเป็นปราสาทที่ขึ้นทะเบียนโบราณสถานของกรมศิลปากรเช่นเดียวกัน โดยปราสาทโนนกู่เป็นปราสาทขอมที่ตั้งอยู่ในเมืองโคราฆปุระ ซึ่งเป็นเมืองโบราณที่ได้รับอิทธิพลจากขอมโบราณที่แผ่อิทธิพลอย่างกว้างขวางเข้ามาถึงบริเวณนี้ สภาพปัจจุบันเหลือเพียงซากฐานอาคาร เป็นโบราณสถานที่ขึ้นทะเบียนตามพระราชบัญญัติโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 และประกาศราชกิจจานุเบกษา โดยกรมศิลปากร 27 กันยายน 2479 เล่ม 60 ปราสาทโนนกู่เป็นโบราณสถานขนาดเล็ก แผนผังปราสาทเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ปราสาทประธานก่อด้วยหินทรายบนฐานสูง ตัวอาคารก่อด้วยอิฐ พื้นภายในอาคารเป็นอิฐ หันหน้าไปทางทิศตะวันออก มีบันไดทางขึ้นปราสาททั้งด้านหน้าและหลัง มีกรอบประตูทำจากก้อนหินทรายตั้งอยู่ก่อนเข้าห้องประธาน ภายในห้องประธานหรือห้องครรภคฤหะ (หรือเรือนธาตุ) มีฐานประติมากรรมหินทรายวางอยู่ภายใน ด้านหน้าปราสาทประธานเบื้องซ้าย – ขวา มีอาคารขนาดเล็กคาดว่าเป็นวิหารหรือบรรณาลัยตั้งอยู่ด้านละ 1 หลัง ตั้งหันหน้าเข้าปราสาทประธานหรือหันไปทางทิศตะวันตก อาคารทั้ง 3 หลัง ล้อมรอบด้วยกำแพงแก้ว ก่อด้วยอิฐ มีโคปุระหรือซุ้มประตูชั้นใน ที่ด้านหน้าและด้านหลัง คือ ด้านทิศตะวันออกและทิศตะวันตก ผังเป็นรูปกากบาท ฐานก่อด้วยหินทรายตัวซุ้มก่อด้วยอิฐ ถัดออกไปด้านทิศตะวันออกของซุ้มประตูกำแพงแก้วด้านหน้า ซึ่งอยู่ส่วนหน้าสุดของปราสาทโนนกู่ ปรากฏฐานก่อด้วยหินทรายของสิ่งก่อสร้างลักษณะคล้ายซุ้มประตู ผังรูปกากบาท สันนิษฐานว่าเป็นโคปุระหรือซุ้มประตูชั้นนอก เมื่อ พ.ศ.2502 กรมศิลปากรโดย นายมานิต วัลลิโภดม ได้ทำการขุดแต่งพบวัตถุโบราณหลายชิ้น เช่น ปรางค์จำลอง เทวรูปทวารบาล เป็นต้น ปัจจุบันวัตถุโบราณเหล่านี้ได้นำไปจัดแสดงที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพิมาย จากประวัติการขุดค้นขุดแต่งของกรมศิลปากรยังพบโบราณวัตถุอีกหลายชิ้น รวมทั้งโคนนทิหมอบที่ลานระหว่างวิหารหรือบรรณาลัยทั้งสองหลัง ทำให้สันนิษฐานได้ว่าปราสาทแห่งนี้สร้างขึ้นเนื่องในศาสนาฮินดูไศวนิกาย และจากรูปแบบสถาปัตยกรรมและโบราณวัตถุต่าง ๆ นำไปสู่ข้อสันนิษฐานว่าปราสาทโนนกู่สร้างขึ้นตามแบบศิลปะเกาะแกร์ในศิลปะเขมรเช่นเดียวกับปราสาทเมืองแขก มีอายุอยู่ในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 15 หรือราว พ.ศ.1440 – 1490 (ทนงศักดิ์ เลิศพิพัฒน์วรกุล, 2559) ส่วนปราสาทเมืองเก่านั้นเป็นโบราณสถานที่ขึ้นทะเบียนตามพระราชบัญญัติโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 และประกาศราชกิจจานุเบกษา โดยกรมศิลปากร 27 กันยายน 2479 เล่ม 99 เป็นอโรคยาศาลหรือโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในจำนวน 102 แห่ง ที่พระเจ้าวรมันที่ 7 โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นริมเส้นทางโบราณที่เชื่อมเมืองนครธมกับปราสาทหินต่างๆ ที่พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ได้แผ่อำนาจไปถึงและสร้างปราสาทหินไว้ ในช่วง พ.ศ.1724 – 1758 ทั่วราชอาณาจักรขอม (เปรมวิทย์ ท่อแก้ว, 2543) ปราสาทเมืองเก่านี้สร้างจากศิลาแลงและหินทรายมีแผนผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ประกอบด้วยปรางค์ประธานมีอาคารที่เรียกว่าบรรณาลัยตั้งอยู่ด้านหน้าวิหาร ล้อมรอบด้วยกำแพงแก้ว มีซุ้มประตูทางเข้าที่เรียกว่าโคปุระ มีประตูทางด้านหน้าเพียงแห่งเดียว บริเวณด้านนอกกำแพงมีบารายหรือสระน้ำศักดิ์สิทธิ์ กรุด้วยศิลาแลง ซึ่งปัจจุบันยังพอเหลือร่องรอยให้ได้เห็นอยู่บ้าง